เจาะลึก Margin Squeeze - วิกฤติต้นทุนสูงกินกำไร แต่ตลาดบีบให้ปรับขึ้นราคาไม่ได้ ทางรอดอยู่ตรงไหน?
- 6 ม.ค.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 9 ม.ค.
Business Insight by Lean Solution

เมื่อต้นทุนธุรกิจพุ่งสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นราคาวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าแรงพนักงาน หรือค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของแพลทฟอร์ม แต่ลูกค้าไม่ยอมจ่ายเพิ่ม
นี่คือ "ฝันร้าย" ของผู้ประกอบการ SME โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ที่ต้องแบกรับแรงกดดันมหาศาล เพราะโจทย์ที่ยากที่สุดไม่ใช่แค่ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือความจริงที่ว่า "คุณไม่สามารถผลักภาระไปให้ลูกค้าได้" เพราะในยุคที่ลูกค้าเปรียบเทียบราคาง่ายแค่ปลายนิ้ว การขยับราคาขึ้นเพียงนิดเดียว ก็อาจหมายถึงการเสียลูกค้าให้คู่แข่งทันที
คุณอาจคิดว่าปัญหาต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ใคร ๆ ก็เจอแบบนี้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว
ปัญหานี้เป็นตัวชะตาธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันของแบรนด์คุณโดยตรง
บทความนี้จะพาคุณเจาะลึกกลยุทธ์กู้วิกฤตต้นทุนสูงกินกำไร พร้อมเปิดสูตรลับจัดการต้นทุนที่ไม่ใช่แค่การตัดงบ แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจแกร่งกว่าเดิม

โครงสร้างต้นทุนต่อหน่วยของสินค้า (Cost per Unit) เรื่องพื้นฐานที่หลายคนมองข้าม
ก่อนที่จะไปหาวิธีแก้ เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งก่อนว่า "การตัดค่าใช้จ่ายแบบไม่มีกลยุทธ์ ไม่ใช่ทางออก" การลดคุณภาพสินค้าหรือลดปริมาณอาจช่วยได้ระยะสั้น แต่แลกมาด้วยชื่อเสียงของแบรนด์ที่อาจจะพังลง
กุญแจสำคัญดอกแรกคือการกลับมาทำความเข้าใจ "โครงสร้างต้นทุนต่อหน่วย (Cost per Unit)" อย่างแท้จริง
ต้นทุนทางตรง (Direct Costs): คือต้นทุนเงินทุกบาทที่เกี่ยวข้องกับการผลิต การแปรรูปเป็นสินค้าโดยตรง เช่น ค่าวัตถุดิบ ค่าจ้างพนักงานฝ่ายผลิต เป็นต้น
ต้นทุนทางอ้อม (Indirect Costs): คือต้นทุนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าแต่ละชิ้นโดยตรง เป็นค่าใช้จ่ายที่มองไม่เห็นในตัวสินค้าแต่ขาดไม่ได้ เช่น ค่าเช่าโรงงาน ค่าไฟ ค่าเสื่อมราคาเครื่องจักร ต้นทุนเหล่านี้ต้องถูกปันส่วนเข้าเป็นต้นทุนสินค้าตามสัดส่วนที่เหมาะสม
ต้นทุนแฝง (Hidden Costs): ที่มองไม่เห็นในรายงานทางการเงินแต่กัดกินกำไรคุณทุกวัน มันเป็นมะเร็งร้ายที่น่ากลัวที่สุด เช่น ของเสีย (Defect),ขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน, การรอคอยงาน, หรือสต็อกที่จมทุน

Case Study ชวนคิด โรงงานน้ำปลา
ลองนึกภาพเจ้าของโรงงานน้ำปลาหน้าใหม่ ที่ทุ่มเงินก้อนโตสร้างโรงงาน ซึ่งเป็นต้นทุนคงที่มหาศาล โดยมีกำลังผลิตปีละ 1 ล้านขวด แต่ปีแรกขายจริงได้แค่ 5 แสนขวด
ผลที่ตามมาคือ "ต้นทุนต่อขวดพุ่งสูงเป็น 2 เท่า" ในขณะที่คู่แข่งซึ่งบริหารต้นทุนเก่งกว่า ขายราคาเดิมได้สบาย ๆ สุดท้ายแบรนด์นี้ขาดทุนสะสมจนแทบไปต่อไม่ไหว เพียงเพราะคำนวณโครงสร้างต้นทุนผิดพลาด
3 ขั้นตอนผ่าตัดโครงสร้างต้นทุนทำได้จริง ให้ธุรกิจคุณ Lean และ Smart ขึ้นกว่าเดิม
Step 1: เลิกคิดต้นทุนแบบผิวเผิน หรือดูแค่บัญชีแต่ให้เจาะลึกถึง "Yield"
เจ้าของธุรกิจส่วนใหญ่ดูแค่ "ราคาซื้อวัตถุดิบ" "ราคาซื้อสินค้า" หรือ "ค่าแรง" ในบัญชีเท่านั้น แต่ลืมดู Yield (อัตราส่วนของปริมาณวัตถุดิบที่ใช้ได้จริง)
ตัวอย่าง: ซื้อปลามา 100 กก. แต่พอชำแหละแล้วเหลือเนื้อปลาจริงแค่ 80 กก. แปลว่าต้นทุนจริงของคุณต้องหารด้วย 80 ไม่ใช่ 100
Action: แยกต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ออกจาก ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ให้ชัดเจน เพื่อดูว่าจุดไหนที่เสี่ยงที่สุดเมื่อยอดขายตก หรือเมื่อต้องการเพิ่มกำลังการผลิต
Step 2: ลดต้นทุนอย่างมีกลยุทธ์
การลดต้นทุนไม่ใช่การตัดทุกอย่างแบบไร้ทิศทาง เพราะอาจกระทบคุณภาพและทำให้เสียลูกค้า แต่เป็นการหาจุดที่เงินรั่วไหลและอุดให้ตรงจุด
เจรจาซัพพลายเออร์: เช่น การรวมกลุ่มเพื่อนผู้ประกอบการ สั่งซื้อวัตถุดิบพร้อมกัน (Economy of Scale) เพื่อต่อรองราคาซัพพลายเออร์ให้ถูกลง 10-15%
7 Wastes Reduction: ใช้หลักการ Lean เข้าไปจับ เช่น ลดสต็อกส่วนเกิน ลดขั้นตอนทำงานซ้ำซ้อน แค่นี้ก็ประหยัดเงินได้มหาศาลโดยไม่ต้องไล่คนออก
ใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติช่วย: คุณไม่จำเป็นต้องลงทุนหุ่นยนต์ล้ำสมัยเหมือนบริษัทใหญ่ ๆ แค่มีระบบ Software จัดการสต็อกที่แม่นยำ ก็ลดความผิดพลาดจากคน (Human Error) ได้เยอะ
Step 3: สร้างความแตกต่างเพื่อเพิ่มมูลค่า
เลิกแข่งราคา แต่ให้แข่งด้วย "คุณค่าที่ลูกค้าได้รับ" (Value Creation) เพราะถ้าคุณลดต้นทุนจนสุดทางแล้วยังอยู่ยาก ทางรอดสุดท้ายคือการที่คุณต้องออกจาก "หนีสงครามราคา"
เปลี่ยนจากตั้งราคาตามต้นทุน (Cost-Based) มาเป็น ตั้งราคาตามคุณค่า (Value-Based)
เลิกแข่งขันด้วยราคา แต่ให้เน้นการสื่อสารคุณค่าที่โดดเด่น เมื่อลูกค้าเห็นคุณค่าของสิ่งที่พวกเขาได้รับอย่างชัดเจน พวกเขาย่อมยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าคู่แข่งในตลาด
สร้างความแตกต่างที่ลูกค้าสัมผัสได้ เช่น แพ็กเกจจิ้งรักษ์โลก, การันตีวัตถุดิบออร์แกนิก หรือบริการหลังการขายที่เหนือชั้น การรับประกันคุณภาพที่กล้าให้มากกว่าใคร ความแตกต่างเหล่านี้จะทำให้สินค้าของคุณหลุดพ้นจากการเปรียบเทียบราคาแบบตรงไปตรงมา และทำให้คุณสามารถตั้งราคาสูงขึ้นได้
เพิ่ม Loyalty Program เช่นมอบสิทธิประโยชน์พิเศษให้กับลูกค้าเดิม ซึ่งจะช่วยรักษาฐานลูกค้าที่รักแบรนด์ให้อยู่กับคุณไปในระยะยาว

วิกฤตต้นทุนที่สูงขึ้น คือโอกาสให้คุณได้จัดระเบียบการทำงานภายในองค์กรครั้งใหญ่
อย่ามองว่าปัญหาต้นทุนสูงคือสัญญาณของความล้มเหลว แต่มันคือสัญญาณเตือนให้คุณกลับมาทบทวนและเริ่มสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในระยะยาว
ในสภาวะที่เศรษฐกิจผันผวนเหมือนโดนพายุกระหน่ำ การที่คุณมุ่งมั่นไปกับการเพิ่มยอดขายนั้นไม่พอที่จะทำให้ธุรกิจอยู่รอด แต่การกลับมาโฟกัสที่โครงสร้างต้นทุนและการสร้างคุณค่า จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่ จะพาธุรกิจคุณรอดพ้นจากคลื่นลมเศรษฐกิจนี้ไปได้
คุณพร้อมที่จะเปลี่ยนวิกฤตต้นทุน ให้กลายเป็นกำไรที่ยั่งยืนหรือยัง?
ที่ปรึกษาด้านการบริหารต้นทุนเชิงกลยุทธ์
และการเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไรอย่างยั่งยืน
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบบริหารต้นทุนธุรกิจ SME
หรือ ☎️ 091-6242428



ความคิดเห็น